เมื่อคู่บอกว่าเป็น STI (โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์) สิ่งที่ควรทำคือไปหน่วยบริการเพื่อตรวจและรับการดูแล แม้ตัวเองจะไม่มีอาการอะไรเลย และพักเรื่องเพศสัมพันธ์ไว้ก่อนจนกว่าจะได้ตรวจ
ตอนไปถึง ให้บอกเจ้าหน้าที่ตรง ๆ ว่ามาเพราะคู่ตรวจเจอโรคอะไร ประโยคเดียวนี้เปลี่ยนสิ่งที่เจ้าหน้าที่จะตรวจและดูแลให้เราได้ บทความนี้เล่าทีละขั้นว่าต้องทำอะไร พูดอย่างไร และจะเจออะไรที่หน่วยบริการ (ทบทวนข้อมูลเมื่อ 6 ตุลาคม 2569)
คู่บอกว่าเป็น STI แล้ว สามอย่างที่ควรทำก่อน
อย่างแรก ไม่ต้องรอให้มีอาการ แนวทางการดูแลรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ของกรมควบคุมโรค ฉบับ พ.ศ. 2567 เขียนถึงคนที่อยู่ในฐานะเดียวกับเรา คือสามีหรือภรรยา และคู่เพศสัมพันธ์ทั้งแบบประจำและชั่วคราวของคนที่ตรวจพบโรค ว่าแม้ไม่มีอาการก็ให้มารับการตรวจคัดกรองและดูแลรักษา
อย่างที่สอง พักเรื่องเพศสัมพันธ์ไว้ก่อน หน่วยงานสาธารณสุขของอังกฤษ (NHS) แนะนำว่าอย่ามีเพศสัมพันธ์ รวมถึงทางปาก โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยหรือแผ่นยางอนามัย จนกว่าจะได้ไปตรวจ
อย่างที่สาม ถามคู่ให้ได้ข้อมูลสามข้อก่อนไป ข้อนี้เป็นคำแนะนำจากเรา ไม่ใช่ข้อกำหนดของหน่วยงานใด คือ เขาตรวจเจอโรคอะไร เริ่มมีอาการหรือตรวจเจอเมื่อไร และได้รับการรักษาแล้วหรือยัง ถ้าเขาตอบไม่ได้ทุกข้อก็ไม่เป็นไร ไปตรวจได้เหมือนกัน
อยากให้มองอีกมุมด้วยว่า การที่เขาบอกไม่ใช่การโยนปัญหามาให้ องค์การอนามัยโลกระบุว่าการรักษาคู่เพศสัมพันธ์เป็นส่วนสำคัญของการดูแลโรคกลุ่มนี้ เพื่อตัดวงจรการส่งต่อเชื้อและกันการติดซ้ำ NHS เขียนว่าคนที่ตรวจเจอโรคควรบอกคู่ทั้งปัจจุบันและคู่เก่า เพื่อให้ได้ตรวจและรักษาด้วย
ได้รับแจ้งแล้ว แปลว่าเรามีเชื้อด้วยแน่ ๆ ใช่ไหม
ไม่แน่เสมอไป ศูนย์สุขภาพทางเพศเมลเบิร์นของออสเตรเลีย ซึ่งพัฒนาบริการแจ้งคู่ทางข้อความชื่อ Let Them Know ตอบคำถามนี้ไว้ว่า ไม่ใช่ทุกคนที่มาตรวจเพราะได้รับแจ้งผ่านบริการนี้จะตรวจเจอโรค การไปตรวจคือการหาคำตอบ ไม่ใช่การยอมรับว่ามีเชื้อ
แต่การไม่มีอาการก็ไม่ได้แปลว่าไม่มีเชื้อ บริการเดียวกันตอบคำถามที่ว่าถ้ามีเชื้อก็น่าจะมีอาการ ไว้ว่าโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ไม่ได้แสดงอาการเสมอไป และการตรวจเป็นทางเดียวที่จะบอกได้ว่ามีเชื้อหรือไม่
NHS เขียนว่าโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หลายโรคไม่มีอาการ คนจึงมีเชื้อได้โดยไม่รู้ตัวและส่งต่อให้คู่ระหว่างมีเพศสัมพันธ์
ไปถึงหน่วยบริการแล้ว ควรบอกเจ้าหน้าที่ว่าอะไร
ไม่ต้องเล่ายาว เริ่มจากสี่เรื่องในตารางนี้ก่อน ประโยคเปิดที่เราเรียบเรียงไว้ให้เป็นตัวอย่างคือ "คู่ของเราตรวจเจอหนองใน เลยมาขอตรวจด้วย"
| สิ่งที่ควรบอก | ทำไมเจ้าหน้าที่ต้องรู้ |
|---|---|
| คู่ตรวจเจอโรคอะไร เท่าที่รู้ | แนวทางไทยวางการดูแลคู่ไว้ไม่เหมือนกันในแต่ละโรค เช่น หนองในกับซิฟิลิส |
| มีเพศสัมพันธ์กับเขาครั้งล่าสุดเมื่อไร | แนวทางไทยนับช่วงเวลาย้อนหลังของแต่ละโรคไม่เท่ากัน |
| ช่องทางที่มีเพศสัมพันธ์ คือปาก ช่องคลอด หรือทวารหนัก | เจ้าหน้าที่จะตรวจและเก็บตัวอย่างจากตำแหน่งนั้น เช่น ลำคอ หรือทวารหนัก |
| คู่ได้รับการรักษาแล้วหรือยัง | ใช้วางแผนว่าควรพักเรื่องเพศสัมพันธ์ถึงเมื่อไร |
ถ้าข้อไหนไม่สะดวกตอบ ให้ข้อมูลเท่าที่ให้ได้ แล้วถามเจ้าหน้าที่ว่าถ้าไม่มีข้อมูลข้อนั้น จะตรวจได้ครบแค่ไหน

จะได้ตรวจอะไร และอาจได้ยาตั้งแต่วันแรกไหม
ขึ้นกับโรคที่คู่ตรวจเจอ และบางกรณีอาจได้ยาตั้งแต่วันแรกจริง แนวทางไทยฉบับ พ.ศ. 2567 เขียนเรื่องคู่ของคนที่ตรวจพบโรคไว้แยกรายโรค สรุปใจความได้ดังนี้
- หนองใน คู่ที่มีเพศสัมพันธ์กันภายใน 60 วันก่อนอีกฝ่ายมีอาการ แนะนำให้ได้รับการตรวจและรักษาเช่นเดียวกับคนที่ตรวจพบ
- หนองในเทียม คู่ในช่วง 60 วันก่อนอีกฝ่ายมีอาการ ควรได้รับคำแนะนำให้มาตรวจและรักษา
- ซิฟิลิสระยะต้น คู่ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมาให้มาตรวจรักษา และต้องได้รับยาเพื่อป้องกันหรือรักษาทุกราย แม้ผลเลือดของคู่จะปกติ ส่วนคู่ที่มีเพศสัมพันธ์กันนานกว่านั้น แนวทางให้ดูผลเลือดของวันที่มาตรวจประกอบ
- พยาธิช่องคลอด คู่ควรได้รับคำแนะนำให้มาตรวจรักษา และได้รับการรักษาเช่นเดียวกับคนที่ตรวจพบ
แปลว่าถ้าเจ้าหน้าที่เสนอยาให้ทั้งที่ผลของเรายังไม่ออกหรือออกมาปกติ นั่นไม่ใช่ความผิดพลาด แต่เป็นวิธีที่แนวทางวางไว้สำหรับบางโรค ส่วนจะใช้ยาอะไรเป็นเรื่องที่ผู้ให้บริการตัดสิน เหตุผลเบื้องหลังอ่านต่อได้ที่ ทำไมได้ยารักษา STI ก่อนผลตรวจออก
ถ้าไปหน่วยบริการไม่ได้จริง ๆ แนวทางไทยเปิดทางให้ผู้ให้บริการพิจารณาฝากยาไปกับคนที่ตรวจพบโรคเพื่อนำมาให้คู่ได้ในบางโรค ข้อนี้คือยาที่ผู้ให้บริการจ่ายมาสำหรับเรา ไม่ใช่การแบ่งยาของคู่มากิน และไม่ได้แทนการไปตรวจเมื่อไปได้
อีกสองเรื่องที่แนวทางไทยเขียนไว้ คือแนะนำให้ตรวจคัดกรองเอชไอวีและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น เช่น ซิฟิลิส และไวรัสตับอักเสบบี ในผู้มารับบริการทุกราย และให้นัดตรวจเลือดครั้งต่อไป เพราะอาจอยู่ในระยะที่ยังตรวจไม่พบการติดเชื้อ
หลังตรวจ กลับไปตกลงอะไรกับคู่บ้าง
เรื่องแรกคือจะกลับมามีเพศสัมพันธ์กันเมื่อไร NHS แนะนำว่าอย่ามีเพศสัมพันธ์ รวมถึงทางปาก จนกว่าเราและคู่จะรักษาครบ ส่วนแนวทางไทยให้งดมีเพศสัมพันธ์ระหว่างการรักษา และถ้างดไม่ได้ควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งและทุกช่องทาง
เรื่องที่เราอยากให้เลี่ยงคือการใช้ผลตรวจหาว่าใครเป็นต้นทาง NHS เขียนว่าคนมีเชื้อได้โดยไม่รู้ตัว ข้อสังเกตของเราคือคนที่ตรวจเจอก่อนอาจไม่ใช่คนที่มีเชื้อก่อน ประโยคตัวอย่างที่เราเรียบเรียงไว้ให้ลองใช้คือ "ขอบคุณที่บอกนะ เราไปตรวจมาแล้ว เดี๋ยวรักษาให้จบไปพร้อมกัน"
ถ้าผลของเราเป็นบวกและเรามีคู่คนอื่นด้วย คนเหล่านั้นก็ควรได้รู้เหมือนที่เราได้รู้ วิธีบอกอยู่ใน บอกคู่ว่าตรวจเจอ STI อย่างไร ให้คู่ไปตรวจและรักษาทัน และถ้าอยากฝึกเปิดบทสนทนาเรื่องเพศให้ลื่นขึ้น มูลนิธิเพื่อรัก (Love Foundation) มีหน้า สุขภาพทางเพศและการสื่อสารอย่างปลอดภัย
คำถามที่พบบ่อย
คู่ไม่ยอมบอกว่าเป็นโรคอะไร ไปตรวจได้ไหม
ไปได้ บอกเจ้าหน้าที่เท่าที่รู้ว่าคู่ตรวจเจอโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์แต่ไม่ทราบชนิด แนวทางไทยแนะนำการตรวจคัดกรองเอชไอวีและซิฟิลิสให้ผู้มารับบริการทุกรายอยู่แล้ว เจ้าหน้าที่จะเลือกการตรวจอื่นจากประวัติของเรา
ได้รับแจ้งโดยไม่รู้ว่าใครเป็นคนแจ้ง ควรทำอย่างไร
ไปตรวจเหมือนกัน บางประเทศมีบริการแจ้งแทนโดยไม่เอ่ยชื่อ NHS ระบุว่าคลินิกมักช่วยติดต่อคู่ให้ได้โดยไม่บอกว่าใครแจ้ง บริการของไทยแต่ละแห่งทำได้แค่ไหน ให้ถามหน่วยบริการโดยตรง
มีอะไรกันครั้งสุดท้ายหลายเดือนก่อน ยังต้องไปไหม
อย่าตัดสินเอง แนวทางไทยนับย้อนหลังต่างกันตามโรค หนองในกับหนองในเทียมนับ 60 วันก่อนอีกฝ่ายมีอาการ ส่วนซิฟิลิสระยะต้นนับย้อน 3 เดือนถึง 1 ปีตามระยะของโรค และบางระยะบวกช่วงที่อีกฝ่ายมีอาการด้วย บริการแจ้งคู่ของออสเตรเลียเขียนว่าโดยทั่วไปแพทย์ให้แจ้งคู่ย้อนหลัง 6 เดือน ตัวเลขไม่เท่ากัน ให้เจ้าหน้าที่ดูให้
คู่มาบอกตอนที่เรากำลังท้อง ต้องรีบแค่ไหน
คำแนะนำของเราคือไปตรวจโดยเร็ว และบอกทั้งหน่วยบริการที่ไปตรวจและที่ฝากครรภ์ว่ากำลังตั้งครรภ์ องค์การอนามัยโลกระบุว่าโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางโรคส่งต่อจากแม่สู่ลูกได้ระหว่างตั้งครรภ์และคลอด และอาจส่งผลต่อทารกได้หลายแบบ ตั้งแต่คลอดก่อนกำหนด น้ำหนักแรกเกิดน้อย ไปจนถึงการเสียชีวิตของทารก แนวทางไทยเขียนการรักษาสำหรับหญิงตั้งครรภ์แยกไว้ในหลายโรค ส่วนจะใช้วิธีใด ผู้ให้บริการเป็นผู้เลือก
ผลของเราเป็นลบ แปลว่าไม่ต้องทำอะไรต่อใช่ไหม
ถามเจ้าหน้าที่ก่อนกลับ แนวทางไทยให้นัดตรวจเลือดครั้งต่อไปได้ เพราะอาจอยู่ในระยะที่ยังตรวจไม่พบ และบางกรณีแนวทางให้ยาแก่คู่แม้ผลเลือดปกติ
สรุป
เมื่อคู่บอกว่าเป็น STI ให้ถือว่าเป็นข้อมูลที่มาทันเวลา ไปตรวจโดยไม่ต้องรออาการ พักเรื่องเพศสัมพันธ์ไว้ก่อน และบอกเจ้าหน้าที่เท่าที่รู้ว่าคู่ตรวจเจอโรคอะไร มีเพศสัมพันธ์กันครั้งล่าสุดเมื่อไร และทางไหน
อย่าแปลกใจถ้าได้ยาตั้งแต่วันแรกหรือถูกนัดตรวจซ้ำ เพราะแนวทางไทยวางไว้แบบนั้นสำหรับบางโรค และอย่าใช้ผลตรวจหาคนผิด ใช้มันวางแผนรักษาให้จบไปพร้อมกันทั้งสองคน
หมายเหตุ บทความนี้ให้ข้อมูลความรู้ทั่วไป ไม่ใช่การวินิจฉัย และไม่ใช่คำแนะนำการใช้ยาเฉพาะบุคคล เรื่องยาและการรักษาเป็นการตัดสินใจร่วมกับแพทย์หรือเภสัชกรที่ดูแลคุณ ไม่ควรซื้อ เริ่ม หยุด หรือปรับยาด้วยตัวเอง หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสุขภาพของตัวเอง ปรึกษาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขหรือคลินิกใกล้บ้านได้เสมอ
แหล่งอ้างอิง
- กรมควบคุมโรค — แนวทางการดูแลรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พ.ศ. 2567 ใช้เรื่องการนัดผู้สัมผัสโรคและการดูแลคู่รายโรค
- NHS — Sexually transmitted infections (STIs) ใช้เรื่องโรคที่ไม่มีอาการและการงดเพศสัมพันธ์
- องค์การอนามัยโลก — ข้อเท็จจริงเรื่องโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ฉบับ 10 กันยายน 2025
- Melbourne Sexual Health Centre — Let Them Know: Partner information ใช้คำตอบสำหรับคนที่ได้รับแจ้ง
