วิธีตรวจ STI หรือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ไม่เหมือนกันทุกแห่ง เพราะแนวทางการดูแลรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ของกรมควบคุมโรคเขียนว่า การเลือกตรวจทางห้องปฏิบัติการขึ้นกับความพร้อมของสถานบริการ บางแห่งจึงเริ่มจากย้อมสีส่องกล้อง บางแห่งส่งตรวจหาสารพันธุกรรมได้เลย ความต่างนี้ไม่ได้แปลว่าที่ไหนตรวจผิด แต่แปลว่าผลตอบคำถามได้ไม่เท่ากัน
ทำไมวิธีตรวจ STI ของแต่ละที่จึงต่างกัน
ประโยคข้างต้นอยู่ต้นส่วนเกณฑ์การวินิจฉัยในบทโรคหนองในของ แนวทางการดูแลรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ของกรมควบคุมโรค (ไฟล์ PDF) และวงเล็บต่อท้ายชี้ไปที่แผนผังของผู้ที่มาพบเจ้าหน้าที่ด้วยอาการ ไม่ใช่ของคนที่ไม่มีอาการ
เหตุผลข้อที่สองอยู่ในตัวบทรายโรค แต่ละบทให้รายการวิธีตรวจไม่เท่ากันและเรียกชื่อกลุ่มด้วยคำคนละชุด สองแห่งที่ทำตามเล่มเดียวกันจึงลงเอยด้วยวิธีคนละอย่างได้โดยไม่ผิดแนวทาง
เหตุผลข้อที่สามเป็นเรื่องทรัพยากร องค์การอนามัยโลกอธิบายภาพระดับโลกว่า การตรวจด้วยเทคโนโลยีระดับโมเลกุลใช้แพร่หลายในประเทศรายได้สูง แต่ยังไม่ค่อยมีใช้ในประเทศรายได้น้อยและปานกลางสำหรับหนองในเทียมและหนองใน และแม้ในประเทศที่มีการตรวจ ก็มักแพง เข้าถึงไม่ทั่วถึง และมักรอผลนาน
การตรวจเบื้องต้นกับการตรวจเพื่อยืนยันผล ต่างกันตรงไหน
ต่างกันที่หน้าที่ของผล กลุ่มแรกใช้ตัดสินใจรักษาในวันที่มาตรวจ กลุ่มหลังใช้ระบุว่าเชื้อตัวไหนเป็นต้นเหตุ แต่คำคู่ "การตรวจทางห้องปฏิบัติการเบื้องต้น" กับ "การตรวจเพื่อยืนยันผล" ปรากฏคู่กันตรงตัวเฉพาะในบทโรคหนองใน บทอื่นใช้คำคนละชุด ตารางนี้จึงยกคำที่เอกสารใช้จริงมากำกับไว้
| โรค | กลุ่มที่ใช้ตัดสินใจรักษาวันนั้น | กลุ่มที่ระบุเชื้อต้นเหตุ | ข้อกำกับในเอกสาร |
|---|---|---|---|
| หนองใน | "การตรวจทางห้องปฏิบัติการเบื้องต้น" คือ ย้อมสีแกรมพบเชื้อรูปร่างคู่ในเซลล์ และ Point of care test | "การตรวจเพื่อยืนยันผล" คือ เพาะเชื้อ และการตรวจหาสารพันธุกรรม (NAATs) | ย้อมสีแกรมแนะนำกับสารคัดหลั่งทางท่อปัสสาวะ ช่องทางอื่นควรพิจารณาประวัติเสี่ยงเป็นสำคัญ |
| หนองในเทียม | ใช้คำเดียวกับบทหนองใน แต่มีรายการเดียวคือ Gram stain | เอกสารเรียกกลุ่มนี้ว่าการตรวจ "ซึ่งจะสามารถระบุเชื้อที่เป็นสาเหตุให้เกิดอาการ" จัด Point of care test ไว้กลุ่มเดียวกับ Molecular assays | ส่วนใหญ่ไม่มีอาการ ให้เลือกวิธีคัดกรองตามบริบทของสถานพยาบาล |
| ซิฟิลิส | ไม่ใช้คำคู่ข้างต้นเลย แบ่งเป็น "การตรวจหาตัวเชื้อโรคซิฟิลิส … โดยตรง (Direct tests)" กับ "การตรวจทางภูมิคุ้มกันวิทยา (Indirect tests)" และให้ลำดับขั้นตอนไว้ 2 แบบ ดูหัวข้อถัดไป | Nontreponemal tests ที่ให้ผลบวก ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นโรคซิฟิลิส ต้องยืนยันด้วย Treponemal test เสมอ | |
ถ้าผลมาจากกลุ่มแรก คำตอบคือควรเริ่มรักษาแบบไหนวันนี้ ไม่ใช่ว่าติดเชื้อตัวนั้นแน่นอน คำถามที่ตรงที่สุดจึงเป็น "ผลนี้มาจากวิธีตรวจอะไร"
ทำไมผลซิฟิลิสของสองที่จึงอ่านไม่เหมือนกัน
เพราะการตรวจเลือดหาซิฟิลิสมีลำดับขั้นตอนมากกว่าหนึ่งแบบ แนวทางไทยเขียนว่า การตรวจคัดกรองหรือการตรวจวินิจฉัยโรคซิฟิลิสด้วยการตรวจหาแอนติบอดี จำเป็นต้องใช้วิธีการตรวจทั้ง Nontreponemal test (NTT) และ Treponemal test (TT) ปัจจุบัน ทำได้ 2 แบบ คือ ลำดับขั้นตอนการตรวจแบบดั้งเดิม (Traditional algorithm) และลำดับขั้นตอนการตรวจแบบย้อนกลับ (Reverse algorithm)
- แบบดั้งเดิม เริ่มจากการกรองด้วย RPR/VDRL ถ้า Reactive ให้ตรวจหาปริมาณไตเตอร์ แล้วยืนยันด้วย Treponemal test
- แบบย้อนทาง เริ่มจากการกรองด้วย CLIA หรือ ELISA ถ้า Reactive ให้ตรวจสนับสนุนด้วย Nontreponemal test เช่น RPR หรือ VDRL สายที่ได้ Reactive ไปตรวจไตเตอร์ สายที่ได้ Nonreactive ไปยืนยันด้วย TPHA หรือ TPPA
สองแผ่นนี้เริ่มจากคนละฝั่ง ใบผลของสองที่จึงมีชื่อวิธีตรวจไม่เหมือนกันได้ทั้งที่เป็นโรคเดียวกัน แนวทางเดียวกันยังเขียนว่า คนที่ไม่มีอาการแต่ซักประวัติพบความเสี่ยงทางเพศสัมพันธ์ สามารถตรวจเลือดเพื่อวินิจฉัยโรคซิฟิลิส "โดยส่งตรวจแบบ Treponemal test"
จุดนี้เอกสารไทยสองฉบับเขียนไม่ตรงกัน และเป็นคนละขอบเขต เล่มที่ใช้ดูแลรักษาแสดงไว้ทั้งสองแบบ ส่วน แนวทางการตรวจวินิจฉัยและการตรวจติดตามการรักษาการติดเชื้อเอชไอวี ซิฟิลิสและไวรัสตับอักเสบ บี ซี ซึ่งเป็นเล่มด้านห้องปฏิบัติการ เขียนไว้ว่า ประเทศไทยกำหนดให้ใช้ลำดับขั้นตอนการตรวจแบบ Reverse algorithm เพียงอย่างเดียวเท่านั้น เป็นแนวทางการตรวจแอนติบอดีต่อโรคซิฟิลิสทางห้องปฏิบัติการในประเทศไทย บทความนี้ยกมาทั้งสองฉบับตามที่แต่ละฉบับเขียน ไม่สรุปแทนว่าฉบับใดใช้กับหน่วยบริการที่คุณไป
แต่ละวิธีเก็บตัวอย่างจากตรงไหน และตอบอะไรไม่ได้
บทโรคหนองในเทียมระบุว่า การตรวจระดับโมเลกุลตรวจได้ทุกช่องทางของการมีเพศสัมพันธ์ เก็บจากปัสสาวะส่วนต้น ท่อปัสสาวะ ปากมดลูก ช่องคอ หรือทวารหนัก และให้ผลบวกต่อคลามัยเดีย ไมโคพลาสมา เจนิทาเลียม และพยาธิในช่องคลอด
ส่วนชุดตรวจแบบรู้ผลเร็ว เอกสารระบุว่าตรวจหาหนองในและคลามัยเดียได้จากปัสสาวะในผู้ชายและระดูขาวสำหรับผู้หญิง ถ้าใช้ชุดตรวจสำหรับคลามัยเดียอย่างเดียว แผนผังแนะนำให้ย้อมสีแกรมหาหนองในร่วมด้วย
แนวทาง STI ของออสเตรเลียเขียนถึงการตรวจหาสารพันธุกรรมว่า ไวสูง เก็บตัวอย่างเองได้ แต่ยังไม่ผ่านการรับรองสำหรับตำแหน่งนอกอวัยวะเพศ และเกิดผลบวกลวงได้ แม้ระบุว่าพบไม่บ่อย นั่นเป็นเอกสารของออสเตรเลีย ไม่ใช่ข้อกำหนดของไทย เรื่องเก็บตัวอย่างเองอ่านต่อที่ เก็บตัวอย่างตรวจ STI ด้วยตัวเอง ผลเชื่อได้แค่ไหน
รักษาแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น ต้องตรวจอะไรเพิ่ม
บทโรคหนองใน หัวข้อการนัดมารับการตรวจภายหลังการรักษา เขียนว่า หากอาการไม่ดีขึ้น แนะนำให้ทำการตรวจ Gram stain, culture และ Antibiotic susceptibility testing เพื่อค้นหาภาวะหนองในดื้อยาหลังจากที่รับการรักษามาแล้ว 7 วัน
บทโรคหนองในเทียมเขียนว่า ถ้ายังมีอาการปัสสาวะขัดเรื้อรังหรือระดูขาวผิดปกติ หลังตรวจและรักษาเชื้อคลามัยเดียแล้ว จึงพิจารณาตรวจหาสารพันธุกรรมเพื่อหาไมโคพลาสมา เจนิทาเลียม และพยาธิในช่องคลอดต่อไป โดยกำกับในวงเล็บว่าเชื้อพยาธิในช่องคลอดพบในผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิง และกำกับอีกข้อว่า ท่อปัสสาวะอักเสบเรื้อรังที่ตรวจไม่พบการติดเชื้อหรือการอักเสบ ไม่แนะนำให้รักษาด้วยยาปฏิชีวนะ
ก่อนไปตรวจ ควรถามหน่วยบริการว่าอะไรบ้าง
คำถามไม่กี่ข้อช่วยให้รู้ล่วงหน้าว่าจะได้คำตอบระดับไหน
- ที่นี่ตรวจหนองในและหนองในเทียมด้วยวิธีไหน และวิธีนั้นอยู่กลุ่มไหน
- ถ้าตรวจเลือดหาซิฟิลิส ที่นี่เริ่มจากวิธีใด
- เก็บตัวอย่างจากช่องทางไหนได้บ้าง ถ้ามีเพศสัมพันธ์ทางปากหรือทวารหนัก ควรบอกตั้งแต่ต้น
- ถ้าที่นี่ทำได้เฉพาะกลุ่มแรก ต้องไปตรวจต่อที่ไหนและใครเป็นคนนัด
ทบทวนภาพรวมก่อนไปได้ที่หน้าความรู้ STI: รู้ทัน ตรวจเป็น และรักษาได้ ของมูลนิธิเพื่อรัก (Love Foundation)
คำถามที่พบบ่อย
ใช้ชุดตรวจแบบรู้ผลเร็วแทนการตรวจยืนยันได้เลยไหม
คำตอบต่างกันตามบท ไม่ใช่กฎเดียวทั้งเล่ม บทโรคหนองในจัดชุดตรวจแบบรู้ผลเร็วไว้ในกลุ่มการตรวจเบื้องต้นคู่กับย้อมสีแกรม ส่วนเพาะเชื้อและ NAATs อยู่ในกลุ่มการตรวจเพื่อยืนยันผล แต่บทโรคหนองในเทียมจัดชุดตรวจแบบรู้ผลเร็วไว้กลุ่มเดียวกับ Molecular assays จึงควรถามว่าผลของคุณมาจากวิธีใด
ไม่มีอาการเลย ยังต้องตรวจไหม
แนวทางไทยแนะนำให้ตรวจคัดกรองโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ชนิดอื่น เช่น ซิฟิลิส หนองใน หนองในเทียม ไวรัสตับอักเสบบี (เฉพาะผู้ที่ไม่เคยตรวจหรือยังไม่มีภูมิคุ้มกัน) และไวรัสตับอักเสบซี โดยควรตรวจเลือดคัดกรองซิฟิลิสทุก 3-6 เดือนหากยังมีพฤติกรรมเสี่ยง ส่วนการตรวจเอชไอวีขึ้นกับความสมัครใจ
ผลตรวจจากที่หนึ่ง ใช้ต่อที่อีกแห่งได้ไหม
ควรนำใบผลและข้อมูลยาที่เคยได้รับไปด้วย เพราะรายการซักประวัติของแนวทางไทยมีทั้งประวัติการรักษาและการใช้ยาปฏิชีวนะก่อนมาพบแพทย์ อ่านต่อที่ กินยาปฏิชีวนะก่อนตรวจ STI ผลเชื่อได้ไหม
สรุปและสิ่งที่ควรทำต่อ
ความต่างของวิธีตรวจระหว่างหน่วยบริการเป็นเรื่องที่แนวทางไทยเขียนรับไว้เอง สิ่งที่คุณทำได้คือจดชื่อวิธีตรวจในใบผลของตัวเอง รู้ว่าอยู่ในกลุ่มที่ใช้ตัดสินใจรักษาหรือกลุ่มที่ระบุเชื้อต้นเหตุ และถามว่าส่วนที่เหลือต้องตรวจที่ไหนและเมื่อไร
ข้อมูลนี้อ้างจากแนวทางฉบับล่าสุดของกรมควบคุมโรคเมื่อตรวจสอบวันที่ 28 กันยายน 2569 และเล่มด้านห้องปฏิบัติการของไทย ทั้งสองฉบับเปลี่ยนได้ตามเวลา ให้ผู้ให้บริการประเมินเป็นรายคนเสมอ การไปตรวจไม่ใช่การยอมรับว่าทำอะไรผิด ถ้าพร้อมแล้วสามารถ นัดหมายตรวจสุขภาพทางเพศออนไลน์ หรือเดินเข้าหน่วยบริการใกล้บ้านได้เลย
แหล่งอ้างอิง
- แนวทางการดูแลรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พ.ศ. 2567 กรมควบคุมโรค (บทโรคหนองใน หนองในเทียม และซิฟิลิส)
- แนวทางการตรวจวินิจฉัยและการตรวจติดตามการรักษาการติดเชื้อเอชไอวี ซิฟิลิสและไวรัสตับอักเสบ บี ซี ปี 2568 (หัวข้อการตรวจแอนติบอดีต่อซิฟิลิส)
- WHO: Sexually transmitted infections fact sheet 10 กันยายน 2025 หัวข้อ Diagnosis of STIs
- Australian STI Management Guidelines: Gonorrhoea หัวข้อ Investigations

