การตรวจ STI จากปัสสาวะทำได้จริง แต่ได้เฉพาะบางโรคและบางตำแหน่ง (STI คือโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์) แนวทางการดูแลรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ พ.ศ. 2567 ของกรมควบคุมโรค ให้เก็บปัสสาวะช่วงต้นของการถ่ายไปหาเชื้อหนองในและหนองในเทียม ส่วนซิฟิลิสและเอชไอวียังวินิจฉัยจากการตรวจเลือด ช่วงนี้มีโปสเตอร์โครงการวิจัยชื่อ U-TEST ที่กำลังศึกษาชุดตรวจแอนติบอดีต่อเชื้อเอชไอวีจากปัสสาวะด้วยตนเอง บทความนี้แยกให้ชัดว่าอะไรคือบริการที่ใช้จริงแล้ว และอะไรยังเป็นงานวิจัย

ถ้าอ่านแค่บรรทัดเดียว ให้จำว่า ปัสสาวะในบริการไทยใช้หาหนองในและหนองในเทียมเป็นหลัก ส่วนการตรวจเอชไอวีจากปัสสาวะยังอยู่ในขั้นงานวิจัย ไม่ใช่ชุดตรวจที่หาซื้อได้

โครงการ U-TEST คืออะไร ใครเป็นคนทำ

ตามโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ U-TEST มีชื่อเต็มว่า "โครงการศึกษาความยอมรับและความสามารถในการใช้งานชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเองจากปัสสาวะในวัยรุ่นและเยาวชนไทย" ดำเนินการโดยสาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ และศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านวิจัยโรคติดเชื้อเด็กและวัคซีน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วัตถุประสงค์ที่ระบุไว้คือศึกษาการยอมรับและความสามารถในการใช้งานชุดตรวจแอนติบอดีต่อเชื้อเอชไอวีจากปัสสาวะด้วยตนเอง ผู้เข้าร่วมคือวัยรุ่นและเยาวชนอายุ 15–24 ปี หัวหน้าโครงการวิจัยคือ ศาสตราจารย์แพทย์หญิงธันยวีร์ ภูธนกิจ แพทย์ผู้วิจัยคือ แพทย์หญิงอารยา บุญกูล ผู้ประสานงานคือ คุณจุฑามณี มูลวงษ์ โครงการหมายเลข 0256/69 ใบรับรองเลขที่ 0687/2026 รับรองวันที่ 21 พฤษภาคม 2569

คำที่ต้องอ่านให้ตรงคือคำว่า "ศึกษา" โปสเตอร์ไม่ได้บอกว่าชุดตรวจนี้พร้อมใช้ในบริการปกติ ไม่ได้ให้ตัวเลขความแม่นยำ และไม่ได้ระบุวันปิดรับสมัคร

ตรวจ STI จากปัสสาวะ ตอนนี้ตรวจอะไรได้บ้าง

แนวทางไทย พ.ศ. 2567 เขียนไว้ชัดในส่วนการตรวจผู้มารับบริการ ให้เก็บปัสสาวะช่วงต้นของการถ่าย ที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า first void urine ส่งตรวจด้วยวิธีขยายสารพันธุกรรม หรือ NAAT (คือการเพิ่มจำนวนสารพันธุกรรมของเชื้อจนตรวจจับได้) เพื่อหาเชื้อหนองในและหนองในเทียม

สำหรับผู้มารับบริการชาย ปัสสาวะใช้ได้เลย ส่วนผู้มารับบริการหญิง แนวทางให้เก็บจากปากมดลูกเป็นหลัก แล้วใช้ปัสสาวะช่วงต้นเมื่อเก็บจากปากมดลูกไม่ได้

แนวทางของออสเตรเลียไปทางเดียวกัน คือใช้ปัสสาวะช่วงต้นตรวจการติดเชื้อที่ท่อปัสสาวะ และระบุว่าในคนที่มีช่องคลอด ปัสสาวะมีความไวน้อยกว่าการป้ายเก็บจากช่องคลอดด้วยตัวเอง ถ้าเจ้าหน้าที่ขอเก็บตัวอย่างเพิ่ม นั่นคือการทำตามแนวทาง

Quicky

ปัสสาวะตรวจอะไรไม่ได้ และทำไมถึงไม่ได้

เชื้อหนองในและหนองในเทียมเกาะอยู่ที่เยื่อบุ ปัสสาวะพัดพาเซลล์จากท่อปัสสาวะออกมาด้วย จึงใช้แทนการป้ายท่อปัสสาวะได้ แต่ปัสสาวะไม่ได้ไหลผ่านช่องคอหรือทวารหนัก เชื้อที่สองตำแหน่งนั้นจึงไม่มาอยู่ในขวดปัสสาวะ

แนวทางไทยจึงกำหนดว่า ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ทางปากให้ป้ายเก็บจากต่อมทอนซิลทั้งสองข้างและฟาริงซ์ ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนักให้ป้ายเก็บจากช่องทวารหนัก ขณะที่ซิฟิลิส เอชไอวี และไวรัสตับอักเสบบีและซี อยู่ในกลุ่มที่วินิจฉัยจากการตรวจเลือด ส่วนเริมใช้ตัวอย่างจากแผลโดยตรง

โรคและตำแหน่งตัวอย่างที่แนวทางไทย พ.ศ. 2567 ระบุใช้ปัสสาวะแทนได้ไหม
หนองใน/หนองในเทียม ท่อปัสสาวะปัสสาวะช่วงต้นของการถ่ายได้
หนองใน/หนองในเทียม ปากมดลูกป้ายเก็บจากปากมดลูกได้ เมื่อป้ายปากมดลูกไม่ได้
หนองใน/หนองในเทียม ช่องคอป้ายเก็บจากทอนซิลและฟาริงซ์ไม่ได้
หนองใน/หนองในเทียม ทวารหนักป้ายเก็บจากช่องทวารหนักไม่ได้
ซิฟิลิสตรวจเลือด หรือหาเชื้อจากแผลไม่ได้
เอชไอวี ตับอักเสบบีและซีตรวจเลือดไม่ได้

ต่อให้วันหนึ่งมีชุดตรวจเอชไอวีจากปัสสาวะใช้จริง ผลลบจากปัสสาวะก็ไม่ได้แปลว่าไม่มีหนองในที่ช่องคอหรือทวารหนัก และไม่ได้แปลว่าไม่มีซิฟิลิส แผนการตรวจยังต้องดูจากช่องทางที่สัมผัสจริง อ่านต่อในบทความเรื่องการเก็บตัวอย่างตรวจ STI ด้วยตัวเอง

แอนติบอดีจากปัสสาวะ ต่างจากการหาสารพันธุกรรมอย่างไร

จุดที่คนสับสนที่สุดคือคิดว่า "ตรวจจากปัสสาวะ" เป็นเทคโนโลยีเดียวกันหมด ความจริงคือคนละหลักการ

  • หาสารพันธุกรรมของเชื้อ ใช้กับหนองในและหนองในเทียม คือมองหาชิ้นส่วนพันธุกรรมของแบคทีเรียที่ปนมากับปัสสาวะ เจอแปลว่ามีเชื้ออยู่ตรงนั้น
  • หาแอนติบอดี คือสิ่งที่ U-TEST ศึกษา เป็นการมองหาภูมิคุ้มกันที่ร่างกายสร้างขึ้นตอบสนองต่อเชื้อเอชไอวี ไม่ได้มองหาตัวไวรัส

ความต่างนี้มีผลกับการอ่านผล การตรวจที่อาศัยแอนติบอดีต้องรอให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันก่อน ถ้าเพิ่งรับเชื้อมา ผลอาจยังไม่ขึ้นแม้มีเชื้อแล้ว และช่วงนี้ยาวไม่เท่ากันในการตรวจแต่ละแบบ

อีกเรื่องที่ต้องไม่สลับกัน คือถ้าเพิ่งมีเหตุเสี่ยงต่อเอชไอวี สิ่งที่ต้องรีบคือไปพบบุคลากรทางการแพทย์เพื่อประเมินยาเป๊ป (PEP) ยาป้องกันหลังสัมผัสเชื้อ ที่ต้องเริ่มภายใน 72 ชั่วโมงหลังเสี่ยง และกินต่อเนื่อง 28 วัน

ตอนนี้ซื้อชุดตรวจเอชไอวีจากปัสสาวะในไทยได้ไหม

คำตอบตรง ๆ คือไม่ได้ แนวทางการตรวจวินิจฉัยการติดเชื้อเอชไอวี ซิฟิลิส และไวรัสตับอักเสบ บี ซี ปี 2568 ระบุเกณฑ์คุณภาพของชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเองไว้สองแบบตามชนิดตัวอย่าง คือแบบตรวจจากเลือด และแบบตรวจจากน้ำในช่องปาก ไม่มีปัสสาวะอยู่ในตารางนั้น

เกณฑ์ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขคือ แบบตรวจจากเลือดต้องมีความไวไม่ต่ำกว่า 99.50% ความจำเพาะไม่ต่ำกว่า 99.00% แบบน้ำในช่องปากไม่ต่ำกว่า 99.00% และ 98.00% ตามลำดับ ซึ่งไม่ต่างจากเกณฑ์ของชุดตรวจที่ใช้ในห้องปฏิบัติการ

แนวทางฉบับเดียวกันยังเขียนว่า ชุดตรวจเอชไอวีด้วยตนเองเป็นเครื่องมือแพทย์ชนิดแรกที่สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กำหนดให้ยื่นรายงานการศึกษาการใช้งานตอนขอขึ้นทะเบียน โดยต้องแสดงว่าผู้ใช้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 เก็บตัวอย่าง ตรวจ อ่านผล และแปลผลได้ถูกต้อง คำถามว่าคนใช้เป็นไหมจึงข้ามไม่ได้ แต่โปสเตอร์ U-TEST ไม่ได้บอกว่าจะนำผลไปขึ้นทะเบียนหรือไม่

องค์การอนามัยโลก (WHO) ก็อธิบายตรงกันว่าคนทั่วไปใช้ชุดตรวจด้วยตนเองแบบน้ำในช่องปากหรือเจาะเลือดปลายนิ้ว รู้ผลราว 10–20 นาที อยากเริ่มจากของที่มีจริง อ่านต่อที่บทความตรวจเอชไอวีด้วยตนเอง และดูภาพรวมโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ได้ที่คลังความรู้ของมูลนิธิเพื่อรัก (Love Foundation)

ไม่ว่าแบบไหน แนวทางปี 2568 ระบุว่าผลตรวจเอชไอวีด้วยตนเองเป็นผลคัดกรองเบื้องต้นเท่านั้น ถ้าผลมีปฏิกิริยาต้องไปยืนยันที่สถานพยาบาลอีกครั้ง และใช้เป็นส่วนหนึ่งของกลวิธีวินิจฉัยของประเทศไม่ได้ องค์การอนามัยโลกแนะนำแนวเดียวกัน

Quicky

สนใจเข้าร่วมโครงการ U-TEST ติดต่ออย่างไร

โปสเตอร์ระบุช่องทางติดต่อไว้ที่หมายเลข 063-393-5230 และ Line OA ชื่อ Buddy CU Clinic ไอดี @buddycu สำหรับผู้ที่อายุ 15–24 ปี การสอบถามไม่ได้แปลว่าต้องเข้าร่วม เพราะการเข้าร่วมงานวิจัยเป็นความสมัครใจ

ก่อนตัดสินใจ ควรถามทีมวิจัยว่าต้องทำอะไรบ้าง ข้อมูลส่วนตัวเก็บอย่างไร และถ้าเปลี่ยนใจแล้วถอนตัวได้หรือไม่

คำถามที่พบบ่อย

ตรวจปัสสาวะครั้งเดียว รู้ครบทุกโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ไหม

ไม่ครบ ปัสสาวะใช้หาหนองในและหนองในเทียมเป็นหลัก การติดเชื้อที่ช่องคอและทวารหนักต้องเก็บตัวอย่างจากตำแหน่งนั้นตรง ๆ ส่วนซิฟิลิสและเอชไอวีใช้การตรวจเลือด

ถ้าชุดตรวจเอชไอวีจากปัสสาวะผ่านการศึกษา จะไม่ต้องตรวจ STI อื่นแล้วใช่ไหม

ไม่ใช่ ชุดตรวจที่ U-TEST ศึกษาเป็นชุดตรวจแอนติบอดีต่อเชื้อเอชไอวีเท่านั้น ไม่ได้ออกแบบมาตรวจหนองใน หนองในเทียม หรือซิฟิลิส จึงไม่แทนชุดตรวจ STI

ปัสสาวะที่เก็บไปตรวจ ต้องอั้นก่อนไหม

แนวทางไทยระบุให้เก็บปัสสาวะช่วงต้นของการถ่าย ไม่ใช่ช่วงกลาง ส่วนต้องเว้นระยะจากการปัสสาวะครั้งก่อนนานเท่าไร ให้ทำตามคำแนะนำของหน่วยบริการที่รับตรวจ

Quicky

สรุป

ปัสสาวะมีที่ทางชัดเจนในระบบตรวจ STI ของไทย คือใช้หาหนองในและหนองในเทียมด้วยวิธีขยายสารพันธุกรรม และใช้แทนการป้ายปากมดลูกได้เมื่อจำเป็น แต่ไม่ครอบคลุมช่องคอ ทวารหนัก ซิฟิลิส และไม่ใช่ตัวอย่างมาตรฐานของการวินิจฉัยเอชไอวี

ส่วน U-TEST ของคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กำลังศึกษาว่าวัยรุ่นและเยาวชนอายุ 15–24 ปี ยอมรับและใช้ชุดตรวจแอนติบอดีต่อเชื้อเอชไอวีจากปัสสาวะด้วยตนเองได้แค่ไหน นี่คืองานวิจัย ไม่ใช่ชุดตรวจที่วางขายในไทย ระหว่างนี้การตรวจที่มีอยู่ก็เพียงพอให้รู้สถานะตัวเองแล้ว นัดหมายเข้ารับการตรวจ หรือเดินเข้าหน่วยบริการใกล้บ้านได้เลย การไปตรวจไม่ใช่การยอมรับว่าทำอะไรผิด แต่คือการดูแลตัวเองและคนที่คุณห่วง

แหล่งอ้างอิง